the good doctor season 2

แนะนำ the good doctor season 2 เปิดเผยเรื่องย่อ

The Good Doctor S2 พึ่งจบไปแล้วเมื่อวันจันทร์ก่อนหน้าที่ผ่านมา แน่นอนยืนยันแล้วมีต่อ S3แน่นอนจ้ะ สำหรับเราว่าภาคนี้ออกจะเนือยๆไปหน่อยในทีแรกๆๆมาสนุกตั้งแต่ในเวลาที่ 10Quarantine เป็นต้นไป ส่วนตัวไม่คิดว่าจะจบ Happy End เลยนะ นึกว่าจะมีCliff hanger ไปต่อ S3 ความยากของพระเอกคือไม่มีผู้ใดบอก Han ไงว่าอันที่จริงแล้ว case ของ เมอร์ฟี่เป็นเพียงแค่ ASD เลเวล 2 โดยประมาน ยังสามารถปรับพฤติกรรมได้ มุมมอง Han ไม่ผิด เลยเพียงแค่สิ่งที่พระเอกอยากได้คือการ เข้าสังคม การปรับพฤติกรรม ถ้าเกิดมันไม่ได้ใช้สมองวิเคราะห์ หรือกล่าว มันจะเกิดภาวะลดน้อยลง แล้วเลเวลของอาการ ASD จะรุนแรงขึ้น ร้ายแรงขึ้น แต่เพราะว่าเมอร์ฟี่เป็น ASD จึงไม่มีวิสัยทัศน์อย่าง Han เขามองว่าส่งผู้ร่วมทีมไปเป็นตัวกลางในพยาธิวิทยา จะทำให้กลุ่มได้งานเร็วขึ้น ผลเทสถูกต้องแม่นยำ และก็ play save ว่าพระเอกผิดออกจากงานในอนาคต the good doctor season 2 เพราะชีวิตหมอมันจะมีคนแก่ตามมองตลอดไม่ได้ วันนึงถ้าเกิดจำต้องนำผ่าเอง จริงๆถ้าเกิดพระเอกเอาแต่คิดทั้งหมด กว่าจะลงมือผ่าคนเจ็บก็ตายพอดิบพอดี

จอห์นวิค3

รีวิว John Wick 3 : Parabellum

ฉากแอ็กชั่นเห็นด้วยว่าโคตรเดือด !! ทังมุมกล้องถ่ายรูปสวยงาม ทั้งยังขนทีมสตั๊นมาซัดกันคลอเคลียชนิดไม่ว่างพักหายใจ ยกระดับจากสองภาคแรกแบบยอดมาก ดูได้ทั้งยังเรื่องไม่น่าเบื่อเลย ใช้ของรอบข้างได้คุ้ม กระทั่งนึกสงสัยว่า มันมีอาวุธอะไรที่เฮียวิคใช้ไม่เป็นบ้างมั้ยวะ 555 โดยรวมแอ็คชั่นอยู่ในระดับที่ดีมากแล้ว ถึงจะมีบางฉากที่มันตลกขบขันคาเฟ่แปลกๆเขวี้ยงกันไปๆมาๆอยู่นั่น มีกลิ่นอายแอ็คชั่นฮ่องกงลอยมาก็เหอะ อารมณ์กระจกทุกบาน มีดทุกเล่ม ของตั้งโชว์ กุขอใช้ให้คุ้มหน่อยเท้อะ การใช้อาวุธภาคนี้โคตรนานัปการ รวมทั้งมีการอัพเกรดเข้าไปอีกขั้น เหมือนเล่นเกมเก็บเวล เจอศัตรูโหดสู้ไม่ไหว ก็ไปเก็บไอเทมเทพๆมาจัดการ ชอบถูกจุดที่ว่า ถึงจะเป็นดารานำชายก็มิได้เทพทรูเสมอ ยังจะต้องอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือ กลยุทธดีๆเข้าช่วย รวมทั้งตำนานดินสอยมฑูตที่ว่าพีคแล้ว คราวนี้ฉีก Achievement ไปอีกขั้นด้วยตำนานพญายมหนังสือ แกเปิดร้านเครื่องเขียนไปเลยก็ดีแล้วนะ ดินสอ สมุด หนังสือ ครบ !! เหลือยางลบ ถุ้ยย !! เรื่องมุมกล้องถ่ายรูปต่อสู้นี่ภาคนี้ขาดลอยจริงๆดูแล้วยิ้มโคตรตื่นตาตื่นใจทุกฉาก แถมยังวางแบบแต่ละซีนได้น่าจำ รวมทั้งมีชีวิตชีวา รู้เลยว่าคณะทำงานลงทุนหนักมาก กว่าจะออกแบบฉากคิวบู๊ออกมาได้ขนาดนี้ รู้สึกได้เปิดหูเปิดตาหลายๆสถานที่ ไม่ซ้ำซากจำเจแค่เมืองนิวยอร์ค ทะเลทรายก็ไป ค้างซาบลังกาก็แวะ พูดได้ว่าดวงใจปลุกปล้ำมาก ไม่กั๊กกันเลยสักฉาก จอห์นวิค3 เรื่องนี้จัดว่ากระจัดกระจายบทตัวละครก้าวหน้ามาก พวกเราจะได้เจอกับหลายตัวละครเจ้าเก่าที่เริ่มเดินหมาก มีบทบาทสำคัญไม่แพ้จอห์น วิค แถมยังเสริมกองทัพด้วยกลุ่มนักฆ่าที่มีผลกระทบ นอกบังกะโล อย่างโซเฟียสาวหมาโหด เจ้าแม่โรงละคร รวมทั้งกลุ่มซามูไรซีโร่ อีกทั้งมีกลุ่มที่มีพาวเวอร์เหนือกว่า วินสตันผู้ครอบครองบังกะโลเสียอีก พูดได้ว่าแต่ละฉากไม่ซ้ำหน้ากันแน่นอน แม้กระนั้นแอบเสียดายที่หมาพ่อวิคมิได้ออกโรงเท่าไหร่ จะไปเด่นที่หมาโซเฟียซะหมด ด้านความชั่วร้ายภาคนี้ ส่วนตัวคิดว่าอยู่ในระดับพอสาแก่ใจ ก็คล้ายๆจอห์น วิคภาคก่อนๆแค่เลือดสาดผนัง ฉากโหดพอแค่หวาดเสียว มิได้วัวสอัพแผล หรือแหวกแนวออกไปเท่าไหร่ พ่อวิคเริ่มสภาพเหมือนหมาจนมุม แงะวิธีสู้แบบสกปรกใต้เข็มขัดกัดนิ้ว แม้กระนั้นก็ยังไม่มีซีนไหนโหดสู้ฉากดินสอภาคสองได้เลย จะว่าไปฉากหมาออกโรงก็แอบเสียวไข่เป็นพิเศษ 555 เห็นแล้วซีดเผือดส์สะดุ้งกระทั่งมือลงไปปัดป้อง สารพันมุกตลกขบขันร้าย เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีในภาคก่อนๆแม้กระนั้นภาคสามนี้บอกเลย พี่เอ็งใส่เข้ามาไม่ยั้ง รวมทั้งยิ้มโคตรจี๋ขยี้ปมหนังตัวเองหนักมาก นั่งขำนั่งฮากันไป ล้อกันตั้งแต่คิวบู๊ กฎบังกะโล การสนทนาสนทนา กระทั่งไปถึงคำกล่าวจอห์น วิค เอง ซึ่งขนาดแค่คำเดียวสั้นๆ”ผมรู้เรื่อง” ก็ยังลั่นกันไปทั้งยังแถวที่นั่ง ภาคนี้พูดได้ว่า เปิดแมพโลกของหน่วยงานนักฆ่าให้กว้างกว่าเดิมเยอะแยะ มีระบบระเบียบยิบย่อยอีกหลายแบบ อีกทั้งมีคนจากอีกหลายกลุ่มที่พวกเรายังไม่เคยรู้มาก่อน เริ่มเห็นลำดับชั้นหน่วยงาน วิธีการทำงานข้างในกระจ่างยิ่งขึ้น เห็นภาพเลยว่าเพราะเหตุไรถึงเป็นบังกะโลนักฆ่าที่ไปถึงเป้าหมายมีสาขาทั่วโลกได้ ทำให้พวกเราสัมผัสเชื่อถือได้ไม่ยากเลยว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอย่างนี้ในโลกจริงก็ได้ จุดอ่อนหนัง เนื้อเรื่องบางจุดของหนังรู้สึกเลยว่า มันเริ่มไปเรื่อยๆละว่ะ ผู้กำกับเริ่มหมดมุก หลุดหัวข้อสำคัญไปพอสมควรเลย เลยเปลี่ยนเป็นว่าพอหนังจบ เนื้อเรื่องมิได้เดินไกลจากภาคสองเท่าไหร่ ยังทำมาหากินอยู่กับข้อตกลงอะไรเดิมๆที่ยังเล่าไม่ครบ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงโลเกชั่นเท่านั้นเอง การตัดสินใจของดารานำชายบางสิ่งบางอย่าง ดูไม่ค่อยเม้กเซ้นท์เลยว่ะ รวมถึงการเกื้อกูลที่เอาเข้าจริงๆก็ดูเข้าถึงง่าย รวมทั้งบังเอิญเคราะห์ดี มากกว่าความเด็ดขาดของพ่อวิค เอ็งกลับใจได้ทุกนาทีจริงๆถึงกับยอมเสียบางอย่างไป ทั้งที่ตัวเองก็ไม่แน่ใจจะเอาอย่างข้อตกลงแต่ก่อน ก็เลยเป็นจุดที่เข้าใจกันดีว่า ผกก. เอ็งเริ่มสีข้างถลอกปอกเปิกแล้วนั่นเอง

good doctor season 1

คุณหมอฟ้าประธาน 1 แนะนำหนัง

เรื่องย่อ : เรื่องราวของดร.ฌอนเมอร์ฟี่ศัลยแพทย์ชายหนุ่มออทิสติกบวกอัจฉริยะที่สามารถแลเห็นภาพต่างๆในสมองอย่างเที่ยงตรงทำให้เขาเป็นสุดยอดแห่งศัลยแพทย์ เขาได้ย้ายจากเมืองเล็กๆไปร่วมงานในโรงหมอ San Jose St. Bonaventure ที่ๆเขาได้ใช้ความสามารถพิเศษอันอัจฉริยะเพื่อช่วยเหลือรวมทั้งท้าทายการดูถูกของเพื่อนผู้ร่วมการทำงานรวมทั้งเหล่าแพทย์อาวุโสที่มักดูถูกเขาว่าเป็นเพียงแต่ออทิสติกไม่สมประกอบและไม่สามารถเป็นแพทย์จริงๆได้จนตราบเท่าพวกเขาได้ทราบถึงความรู้ความเข้าใจสุดทึ่งของฌอนที่ไม่มีผู้ใดเคยพบมาก่อน good doctor season 1

อเวนเจอร์ 4

Avenger 4 กล่าวสรุปอย่างย่อท้อ เหล่าซูเปอร์ฮีโร่

Avengers: Endgame เป็นตอนต่อโดยตรงจาก Avengers: Infinity War (2018) สิ่งที่อนุมานได้อย่างง่ายดายก็คือ ภารกิจสำคัญของหนังเรื่อง Avengers: Endgame ย่อมหนีไม่พ้นการถักต่อเนื้อหาของตอนก่อนหน้าที่จบลงอย่างชนิดที่เกือบจะไม่หลงเหลือความมุ่งมาดอะไรก็ตามให้กับผู้ชม อเวนเจอร์ 4 พูดสรุปอย่างย่อย่น เหล่าซูเปอร์วีรบุรุษทั้งทีมอเวนพบร์สแล้วก็ทีมกัปตันอเมริกา (ซึ่งผิดใจกันในเชิงอุดมการณ์ในตอน Captain America: Civil War) จบลงด้วยความปราชัยอย่างหมดรูป หัวหน้าทีมอย่าง โทนี สตาร์ก กำลังเผชิญวาระสุดท้ายของตัวเองนอกโลก แม่ทัพนายกองคนไม่ใช่น้อยจำต้องเปลี่ยนภาวะเป็นเถ้าถ่านผง เหตุเพราะพลังจากการ ‘ดีดนิ้ว’ ของ ธานอส จอมวายร้ายผู้ครอบครองถุงมือมหาประลัย ซึ่งแต่งแต้มไว้ด้วยอัญมณีครองปฐพีทั้งยัง 6 ก้อน หรือแม้จะบอกให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่ใช่เพียงแค่เหล่าซูเปอร์วีรบุรุษราวๆครึ่งค่อนที่ม้วยมรณามรณา แต่ครึ่งหนึ่งของทุกๆชีวิตในระบบกาแล็กซีก็จำต้องพลอยเสียชีวิตไปด้วย จากแนวนโยบายอันเลือดเย็นแล้วก็โหดร้ายทารุณของจอมเผด็จการธานอส ผู้ซึ่งมองว่านั่นเป็นแนวทางเดียวที่จะพิทักษ์รักษาให้จักรวาลคืนสู่ความสมดุลแล้วก็อยู่รอด พูดง่ายๆในทางของการเล่าเรื่อง Avengers: Endgame เป็นไปไม่ได้เลือกมากเท่าไรนัก นอกจากเก็บองค์ประกอบที่หักพังแล้วก็ผิดใจจากภาคก่อนหน้า แล้วก็ค่อยๆนำมาประสานให้เข้าที่เข้าทาง แล้วก็เวลาที่การเริ่มต้นพูดถึงเนื้อหาของหนังเรื่อง Avengers: Endgame สุ่มมีความเสี่ยงต่อข้อกล่าวหาว่าเฉลยเงื่อนหรือจุดหักเหสำคัญของเรื่อง ว่ากันตามจริง แท็กติกแล้วก็กระบวนการที่คนทำหนังพาเหล่าตัวละครออกไปจากมุมอับในช่วงท้ายของตอนก่อนหน้า แล้วก็เป็นจุดเริ่มแรกของขณะนี้ นอกจากมิได้เป็นของแปลกใหม่ ยังเป็นลูกเล่นเดียวกันกับหนังเกรดบีแนว Cliffhanger ในช่วงทศวรรษ 1950 ไม่มีผิดเพี้ยน หรือกำหนดให้เด่นชัดอีกนิด จุดเริ่มแรกเนื้อหาของ Avengers: Endgame มิได้มีสถานะเป็นความลับพอๆกับเซอร์ไพรส์ ซึ่งว่าไปแล้วผู้ผลิตก็ทิ้งปมเอาไว้ภายใน End Credit ของขณะที่แล้วพอเหมาะพอควร แล้วก็เชื่อได้ว่ามิได้เป็นเรื่องเหนือความมุ่งมาดสำหรับเหล่าสาวกมาร์เวลสักเยอะแค่ไหน แม้กระนั้นกันตามจริง คนทำหนังจำต้องทำอะไรสักอย่างอยู่แล้วเพื่อเรื่องดำเนินไปต่อได้ ประเด็นก็เลยอยู่ที่ว่ามันมองแนบเนียนแล้วก็สมเหตุสมผล หรือว่าเป็นเพียงแต่การคิดคดทรยศคนดูอย่างหน้าไม่อาย ซึ่งในกรณีของ Avengers: Endgame ก็คงจำต้องกล่าวว่าคนทำหนังสามารถเอาตัวรอดไปได้อย่างลอยนวล ไตร่ตรองจากสถานะของการเป็นตอนท้ายที่สุดของแฟรนไชส์ ซึ่งถูกเรียกร้องให้จำต้องทำหลายอย่างพร้อมเพียงกัน ตั้งแต่การหาทางออกให้กับปมปัญหาของเรื่อง ผู้กระทำระจายบทให้ตัวละครซึ่งมีเป็นจำนวนมากได้มีเวลาแล้วก็พื้นที่ของตัวเอง ไปจนกระทั่งการให้โอกาสให้ผู้ชมได้รำ่ลาบรรดาตัวละครที่อุตส่าห์คลุกคลีมาร่วมสิบปี แถมด้วยในระหว่างนี้ คนทำหนังก็ยังจำต้องคอยหยอดมุกขบขันสลับกับการสอดแทรกประเด็นดราม่าเข้ามาเพื่อหนังมีจังหวะจะโคนขึ้นลงที่น่าติดตาม แล้วก็นั่นยังไม่ต้องพูดถึงฉากแอ็กชันที่เป็นหัวใจสำคัญของหนังมาตั้งแต่ต้น โดยปริยาย Avengers: Endgame เป็นหนังที่หลบหลีกภาวการณ์อุ้ยอ้ายแล้วก็งุ่มง่ามได้ลำเค็ญ ส่วนที่น่าทึ่งก็คือ หนังสามารถจัดการกับข้อตกลงแล้วก็ข้อเรียกร้องต่างๆที่พ่วงมาจากตอนก่อนหน้าได้อย่างเข้มข้น รัดกุม แนบเนียน แยบยล (หรือเนื้อหาที่รุ่มร่ามนิดๆหน่อยๆก็เป็นสิ่งเป็นที่ยอมรับได้) แล้วก็ก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจในตัวเองแล้วก็หนึ่งเดียวกัน ระยะเวลา 3 ชั่วโมงกับ 1 นาทีของหนังล่วงเลยไปอย่างกับติดปีกโบยบิน เหนืออื่นใด นี่เป็นหนังซูเปอร์วีรบุรุษซึ่งสามารถใช้คำว่าประทับใจตื้นตัน แล้วก็เชื่อได้ว่าคนดูหลายชิ้นน่าจะเดินออกจากโรงภาพยนต์ด้วยความรู้สึกห่วงใย

จอห์นวิค3

รีวิว John Wick 3 ในภาคใหม่นี้ John Wick จำต้องถูกคนทั้งโลกตามล่า

ด้วยค่าหัว 14 ล้านจากสภาขุนนาง เนื่องจากว่าเขาได้แหกกฎกลาง โดยการฆ่าคนภายในพื้นที่บังกะโลของ Continental และก็ยิ่งคนที่เขาฆ่าเป็นสมาชิกระดับสูง เขาจึงต้องสู้และก็ฆ่ากับศัตรูรอบด้านเพื่อหาทางแอบหนีออกจากเมืองนิวยอร์ก และก็แอบหนีจากมือสังหารทั่วทั้งโลกให้ได้ หนังเปิดเรื่องมาต่อจากภาคก่อนทันที และก็นี่คงกลายเป็นสูตรสำเร็จนอนสต็อปจากจักรวาลนี้ไปแล้ว ทำให้คนดูคิดว่าน่าติดตามตลอดแบบไม่ต้องมีเอนเครดิตทิ้งท้ายใดๆทั้งนั้น เรื่องเริ่มขึ้นจากตอนจบภาคก่อน เป็นตอนๆในตอนที่คงเหลือก่อนที่คำสั่งเปิดบัญชีล่า John Wick จะเริ่มขึ้น ซึ่งหนังใช้คำว่า “อัปเปหิ” เพิ่มเข้ามา ก็คือการที่จอห์นถูกตัดขาดจากองค์กรโดยสภาขุนนาง ห้ามผู้ใดกันให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลใดๆทั้งนั้น หนังยังจุดโฟกัสไปที่น้องหมาที่จอห์นพามาด้วย ชี้ให้เห็นว่าหมาที่จอห์นเลี้ยงไว้เป็นตัวแทนภรรยาที่ตายไปยังมีความจำเป็นกับแก่นเรื่องอยู่ (แม้จะคนละตัวกับตัวแรก) จอห์นกับหมาอุตสาหะหาทางแอบหนีไปจากนิวยอร์ค ในที่สุดจอห์นก็เลือกฝากหมาไว้กับคอนตำหนิเนลทอลอีกครั้ง โดยมีพ่อบ้านของบังกะโลรับไว้ และก็จุดเล็กๆนี่เองก็ทำให้เราเห็นแล้ว ภาคนี้ จอห์นวิค3เว้นแต่พระเอกจอห์นวิคแล้ว ก็ยังมีตัวละครใหม่ “โซเฟีย” ที่เล่นโดย Halle Berryดาราสาวนักบู๊เจ้าหน้าที่ ที่มีผลงานมาก่อนแล้วหลายเรื่อง ซึ่งมาในลุคแบบเดียวกับจอห์นวิคคือ ยอดเยี่ยมมือสังหารผู้ถอนตัวจากวงการ และก็รักหมาสุดๆด้วยเหมือนกัน ซึ่งน้องหมาของโซเฟียก็เป็นพันธ์อัลเซเชียน 2 ตัว ถูกฝึกคิวบู๊มาอย่างยอดเยี่ยม ทำให้ฉากการต่อสู้ 2 คนกับ 2 ตัว ฝ่าฆ่าชูแก๊งกลางเรื่องด้วยเหตุว่าปมหมาๆแบบเดียวกับหน้าจอห์วิค พร้อมประโยคชินปากจากภาคแรก “มันไม่ใช่แค่หมา” เป็นอะไรที่เรียกว่าสนุกสุดๆขโมยซีนและก็น่าจดจำมากมายฉากหนึ่งในจักรวาลประเด็นนี้เลยทีเดียว ถึงจะโดดเด่นมากมาย แม้กระนั้นโซเฟียก็เป็นแค่ตัวละครหนึ่งสำหรับเพื่อการขยายปมของเรื่องราว หนังพาคนดูมาค้างเติ่งและก็ตัดไม่ให้ดูเรื่องราวของคุณต่ออย่างน่าเสียดาย ซึ่งทำเป็นภาคแยกอีกหัวข้อก็ยังได้เลยนะครับ

ฟาส8

แต่ว่าสำหรับ Fast & Furious 8 จะสานต่อเรื่องราวยังไงตามไปดูกัน 1.เรื่องราวครั้งใหม่ของกลุ่มซิ่งรถยนต์

ในตอนนี้ ดอมและเล็ตตี้สมรสกันแล้ว ไบรอันกับมีอาถอนตัวจากแวดวง ส่วนผู้อื่นที่เหลือล้วนรอดพ้นจากความผิด พวกเขาได้ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่ว่าเมื่อมีหญิงสาวลึกลับคนหนึ่ง (ชาร์ลิซ เมธีอน) ลวงล่อดอมไปสู่โลกที่อาชญากรรมที่ดูเหมือนกับว่าดอมจะหนีไม่พ้น และทำให้เขาทรยศหักหลังสหายๆที่สนิทกับเขาที่สุด ทุกคนจึงจำต้องประจันหน้ากับบททดสอบที่จะทดสอบพวกเขาในแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อนเลย นอกจาก ชารีส เมธีอน ซึ่งมารับบท ไซเฟอร์ ผู้ก่อให้เกิดเหตุร้ายไซเบอร์ชื่ออื้อฉาวที่สุดในโลก และเปลี่ยนมาเป็นสาวข้างกายคนปัจจุบันนี้ของดอม ภาพยนตร์ชุดนี้ยังได้ เฮเลน ไม่ร์เรน ดาราหญิงผู้ครอบครองรางวัลออสการ์ รับบทเป็นสตรีที่ลึกลับที่สุดเท่าที่ดอมเคยเจอในภารกิจตะลุยทั่วโลกของเขา ฟาส8 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผลกระทบของช่วงเวลาที่ลึกซึ้งที่สุดที่บางทีอาจมีผลทลายทุกสิ่งที่คุณเคยเชื่อ อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเสาหลักของครอบครัวคุณ คนที่รอสอนสั่งว่าจงอย่าหันหลังให้กันและกัน กลับเป็นคนทำลายกฎพวกนั้นเสียเอง จะกำเนิดอะไรขึ้นถ้าหากเขาหันไปสู่ด้านมืด และครอบครัวพากเพียรที่จะปลุกเขา และจำต้องลุกขึ้นยืนสู้กับเขา มันสะดุดตาและค่อนข้างจะน่าสยองอยู่แบบเดียวกัน มันเป็นเรื่องราวดราม่าที่ดีสำหรับแฟรนไชส์เรื่องนี้ และทำให้เรามีเหตุมีผลที่จะเดินไปข้างหน้าในแบบที่น่าสนใจ เส้นแบ่งที่มัวระหว่างคนดีกับคนสารเลวเอาไว้ได้ตลอดในซีรีส์ชุดนี้ ปลดปล่อยให้ผู้แสดงแต่ละตัว ทั้งตัวละครเก่าและผู้แสดงใหม่ สามารถที่จะเติบโตไปในแนวทางที่ต่างกัน ทีมงานไม่เคยที่จะเดินไปสู่บทใหม่กับความนึกคิดว่าพวกเขาน่าจะทำอะไร และปลดปล่อยให้ภาพยนตร์แต่ละเรื่องเติบโตไปด้วยผู้แสดงพวกนี้ มันน่าพอใจที่ได้มีความคิดเห็นว่าเราสามารถก้าวเข้าสู่พื้นที่ที่ต่างกันเท่าไร และแนวทางที่เราสามารถเดินไปกับพวกเขา

สไปเดอร์-แมน ฟาร์ ฟรอม โฮม

Spider Man : Far From Home เรื่องราวเวนพบร์ส จะต้องก้าวขึ้นไปรับภัยคุกคามใหม่ๆในโลกที่

Spider Man : Far From Home / สไปเดอร์-แมน ฟาร์ ฟรอม โฮม (2019) ภายหลังจากเรื่องราวเวนพบร์ส ต้องก้าวขึ้นไปรับภัยรุกรามใหม่ๆในโลกที่แปรไปตลอดไป รื่องราวของ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ (ทอม ฮอลแลนด์) พยายามหนีจากหน้าที่รับผิดชอบของสไปเดอร์แมน ด้วยการเดินทางไปพักที่ยุโรปกับสหายๆที่สถานที่เรียน แต่แล้วทริปพักของเขาก็ถูกพรากไประหว่างทาง เมื่อ นิค ฟิวปรี่ (ซามูเอล แอล แจ็คสัน) ผู้ชอบทำลายช่วงเวลาดีๆของทุกคนด้วยแผนปกป้องโลกของเขาแสดงตัวออกมาเพื่อว่าจ้างสไปร์ดี้ไปไฝว้กับมอนสเตอร์จากนอกโลกที่บุกมารุกรานดินแดนยุโรป การเสี่ยงอันตรายครั้งนี้จะสนุกสุดสนุกสนานหรือวุ่นจนตราบเท่ายุ่งเพียงใดจำต้องไปพิสูจน์ด้วยตาของคุณเอง

iron man 1

ปัจจุบัน|ปัจจุบันนี้|ตอนนี้|เดี๋ยวนี้} Iron Man ได้กลายเป็นวีรบุรุษขวัญใจคนทั้งโลก

ตอนนี้ iron man 1 ได้กลายเป็นวีรบุรุษขวัญใจคนทั้งโลกเพราะเหตุว่าความเลื่องชื่อจากการเปิดตัวในฉบับภาพยนตร์ อีกทั้งความเก๋ของชุดเกราะเหล็กที่ทำเป็นดูเหมือนจะทุกอย่าง ตั้งแต่เครื่องทำความร้อนไปจนกระทั่งอาวุธสุดไฮเทค และก็อานิสงส์ของผู้รับบท โทนี่ สตาร์ค อย่าง โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ที่ไม่ว่าใครก็จำต้องตกหลุมรัก แต่ก่อนที่จะดังเป็นดอกไม้ไฟแตกขนาดนี้ได้ หนังเรื่องนี้จำต้องประสบพบปัญหานานัปประการตั้งแต่เริ่มจากศูนย์ ไอเดียของการสร้างหนัง Iron Man ไม่ใช่การสร้างจักรวาลหนังขึ้นมา ไม่แม้กระทั้งหนังรวมวีรบุรุษ The Avengers ด้วยซ้ำ แต่ว่าเป็นไอเดียง่ายๆที่ต้องการสร้างภาพยนตร์จากคอมมิคสักเรื่องขึ้นมา แต่เดิม มาร์เวลเอนเตอร์เทนเมนท์ ขายลิขสิทธิ์ผู้แสดงของตนเองให้กับสตูดิโอต่างๆนานนับเป็นเวลาหลายปี เพื่อสะสางปัญหาหนี้สินรัดตัว รวมทั้งให้คำปรึกษา และก็ช่วยเหลือการสร้างหนังอย่าง X-Men, Blade หรือ Daredevil แต่ว่าไม่เคยคิดสร้างภาพยนตร์ขึ้นมาเอง จนกว่าปี 2004 มาร์เวลสตูดิโอได้มีคิดแผนผลิตหนังด้วยตัวเองและก็จำหน่ายผ่านพาราเมาท์พิคพบร์ส และก็เริ่มด้วย Iron Man หนังที่เป็นจุดกำเนิดของทั้งหมดทุกอย่างที่เรามองเห็นในทุกวันนี้ ก่อนที่จะมาร์เวลสตูดิโอจะได้ได้โอกาสพัฒนาหนัง Iron Man หลายสิบปีก่อน หนังถูกเปลี่ยนมือมาหลายสตูดิโอ นับตั้งแต่ในช่วงปลายยุค 90 ฉบับของทเวนตีท์เซนจูรีฟอกซ์ที่วางตัวให้ ทอม อาจารย์ซ สวมบทบาทเป็นโทนี่ สตาร์ค ไปจนกระทั่งฉบับของนิวไลน์สินีมาที่อยากที่จะให้ นิค คาสซาเว็ทส์ จาก The Notebook รับหน้าที่กำกับหลังปี 2000 แต่ว่าสุดท้ายหนังก็กลับมายังมาร์เวลสตูดิโอที่พวกเขาได้เริ่มทำงานกันใหม่ตั้งแต่ต้น แม้ถามคำถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ฝ่ายบริหารเลือก Iron Man มาสร้างภาพยนตร์เป็นเรื่องแรก คำตอบก็คือเพราะเหตุว่าความนิยมชมชอบของของเด็กเล่นเพียงแค่นั้น “มาร์เวลพาเด็กกรุ๊ปหนึ่งเข้ามาแล้วโชว์รูปซูเปอร์วีรบุรุษ อธิบายว่าพลังและก็อาวุธของแต่ละตัวว่าคืออะไร แล้วพวกเขาก็ถามเด็กว่าอยากเล่นของเด็กเล่นตัวไหนสูงที่สุด คำตอบจำนวนมากทำให้มาร์เวลอึ้งมาก เพราะเหตุว่านั่นคือไอร์ออนแมน” ผู้เขียน เบน ฟริตซ์ เปิดเผยข้อมูลวงในในหนังสือ The Big Picture: The Fight for the Future of Movies ของเขา ตอนนั้น มาร์เวลตกที่นั่งลำบากหัวข้อการชวนมือเขียนบทเพราะว่าพวกเขาเป็นสตูดิโออิสระที่ยังไม่มีการรับรองฝีมืออะไรมา จนกว่าในเดือนเมษายน 2006 มาร์เวลสตูดิโอก็ก้าวเข้าสู่การบรรลุเป้าหมายอีกก้าวจากการประกาศว่า จอน เฟฟโร จะรับหน้าที่กำกับหลังเคยทำหนังแฟนตาซี Elf และก็ Zathura ที่เต็มไปด้วยแนวทางพิเศษ ซึ่งเฟฟโรได้เข้าไปพัฒนาบทร่วมกับ อาร์ท มาร์คัม และก็แมตต์ ฮอลโลเวย์ (Convoy) ด้วย เควิน ไฟกี ประธานมาร์เวลสตูดิโอบอกเหตุผลที่เลือกเฟฟโร เพราะเหตุว่าเขาเชื่อในพลังของผู้กำกับที่สร้างชื่อจากการทำหนังเล็กๆเพราะเหตุว่าเมื่อมองย้อนไปที่หนัง Spider-Man หรือ X-Men อีกทั้งผู้กำกับ แซม ไรมี่ และก็ไบรอัน สิงเกอร์ ก็มีจุดกำเนิดไม่มีความแตกต่างจากเฟฟโร “แนวความคิดของนักทำหนังไม่มีความจำเป็นว่าคุณต้องเป็นผู้กำกับแบบแอ็คชั่น” เฟฟโรให้สัมภาษณ์กับนิตยสารวานิตี้แฟร์ “แต่ว่าจำต้องเล่าถึงเรื่องราวและก็ผู้แสดงที่เฮฮาให้มากขึ้นเรื่อยๆ”