รู้จักชีวิตนอกจอ “หนุ่ม กรรชัย” ไม่มีเพื่อน เคยเป็นโรคแพนิคไม่ออกจากบ้าน 1 ปี ล่าสุดเกือบซึมเศร้าเพราะโควิด

num - รู้จักชีวิตนอกจอ “หนุ่ม กรรชัย” ไม่มีเพื่อน เคยเป็นโรคแพนิคไม่ออกจากบ้าน 1 ปี ล่าสุดเกือบซึมเศร้าเพราะโควิด

เรียกว่าเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลในประเทศไทยไปแล้วตอนนี้สำหรับ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย”เจ้าพ่อโหนกระแส ในรายการ Woody FM ของ “วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา”

โดยหนุ่มได้เล่าถึงชีวิตหลักการทำงานของตน พร้อมเผยชีวิตหลังจอทีวีที่ฉากหน้าคนยกให้เป็นผู้มีอิทธิพล ทราบทุกเรื่อง เป็นเพื่อนกับคนดูเหมือนจะทุกแวดวง แต่ว่าเบื้องหลังนั้นกลายเป็นผู้ที่ไม่มีเพื่อนพ้อง และก็เคยเป็นโรคแพนิค ไม่ออกมาจากบ้านเลย 1 ปี และก็ปัจจุบันก็เกือบจะเป็นโรคเศร้าหมองเพราะเหตุว่าเครียดสะสมจากเหตุการณ์วัววิด-19
“หนุ่ม กรรชัย” ชี้ให้เห็นว่าเมื่อคุณอยู่กับอะไรเรื่อยสม่ำเสมอมันสำเร็จลัพธ์แน่ๆ มันเป็นอย่างงั้นหรือไม่นะครับ?
“ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นอย่างงั้น ราวกับคนย้ำคิดย้ำทำก็ได้นะ เป็นประสบการณ์ยังไงมันจะเห็นและก็เอาไปเก็บเกี่ยว ให้คิดว่าสิ่งนี้จำต้องทำ สิ่งนี้ไม่ต้องทำ เคยเอาเรื่องคนนี้มาคุยในรายการทำให้เขาดูเป็นตัวเฮฮาทุกคนหัวเราะแต่ว่าเขาไม่หัวเราะยังไงอะไรอย่างงี้ พวกนี้ก็เป็นประสบการณ์หมดเลย ก่อนจะทำอะไรก็ยกมือขึ้นไหว้ขออภัยเขาก่อนถ้าว่าทำอะไรที่มันพลาดไป มันจะมีวิธีการต่างๆนานา ที่เพิ่มมาในชีวิตมากไม่น้อยเลยทีเดียว”
จำวันแรกที่รายการโหนกระแส ออกอากาศได้ไหม?
“วันนั้นตื่นเต้นมากมาย ราวพวกเรามาปฏิบัติงานในที่ใหม่ ราวกับเป็นการพิสูจน์ตนเองเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุว่ามันเป็นของพวกเราแล้ว วันแรกเลยมันต้องหาแขกแน่ๆเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำรายการฮาร์ดทอล์ก จำต้องชวนแขกมาให้ได้ เมื่อไหร่ที่พวกเราได้แขกที่มันเป็นหัวข้อที่มันอยู่ในกระแสอยู่ พวกเราพรีเซ็นท์ก่อนคนไหน พวกเราเป็นคนชนะ วันนั้นผมจำได้เลยคือเรื่องของน้องสตรีที่ถูกฆ่าตายและก็หั่นศพ ขั้นตอนการเตรียมงาน ทุกอย่างมันดูอย่างกับว่าราบรื่นแต่ในปัญหาแต่ละคำทราบเลยว่ามันวน คนดูอาจจะไม่รู้สึกแต่ว่าพวกเราทราบ รู้อยู่ตลอดว่าพวกเราถามอะไรบ้าง แล้วพวกเราวนกลับมาที่เดิม คือมันตื่นเต้น ที่ใหม่ ฉากใหม่ ราวจำต้องหามอะไรไว้หมดเลย จำต้องพูดว่าตื่นเต้นทุกเทปที่ทำแขกรับเชิญ ไม่มีเทปไหนที่จะไม่ตื่นเต้น”
การที่พวกเราทำสัมภาษณ์รายการทีวีมันมีความรู้สึกบางสิ่ง ก่อนที่พวกเราเดินมาในฉากจะทราบเลยว่าวันนี้จะปังหรือเปล่า ราวมันเซ้นส์บางสิ่งเป็นอย่างงั้นไหม ?
“ผมจะมิได้มุ่งมาดในแต่ละเทปเลย เพราะเหตุว่าผมนับว่าการคะเนหวังในแต่ละครั้ง เพียงพอมันมิได้แล้วเสียใจ เคยมุ่งมาดแต่ว่าเพียงพอเวลาเสร็จปุบปับเทปนี้จำต้องดีแน่จำต้องโอเคแน่แต่ว่าเพียงพอไปนั่งพวกเราไม่สามารถคุมราษฎรได้ ราษฎรไม่เคยออกทีวี ไม่เคยเจอพวกเรา เจอแต่ว่าในทีวี พอนับ 5 4 3 2 เขาพูดไม่ได้ เขาตอบมิได้ พวกเราก็จำต้องพาไปให้ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่พวกเรามุ่งมาดว่าจำต้องดีแต่เพียงพอถึงเวลามันมิได้

เพียงพอมันไปมิได้ ดวงใจขณะนั้นมันห่วงมากมาย ด้วยเหตุว่าเป็นรายการสดแล้วบางครั้งจะมิได้คุยกับแขกรับเชิญก่อนด้วยน้อยเทปมากมายเวลามาถึงแล้วผมจะได้เจอกับเขาก่อน ด้วยเหตุว่าผมจำต้องอ่านข่าวสารก่อนแล้วถึงได้ไปสัมภาษณ์ ด้วยเหตุดังกล่าวเวลาของผมที่จะคุยกับเขามันไม่มีเลย เพียงพอเจอกรณีอย่างงี้ไม่รู้เรื่องเขาเป็นอะไร ซึ่งบางทีอาจจะตื่นกล้อง ตื่นเต้นที่คุยกับพวกเราหรืออะไร ก็จำต้องพากเพียรทำทุกวิธีการพาไปให้ได้ เพียงพอเบรกก็ไปลูบคลำหลัง ไม่เป็นไรพูดราวกับพวกเราเป็นญาติกัน วันนี้คุณจำต้องพูดเพื่อลูกคุณนะ ถ้าหากคุณไม่พูดเพื่อลูกคุณไม่มีผู้ใดช่วยได้ ลูกคุณตายไปแล้วพวกเราจำต้องทวงถามความยุติธรรมให้ลูกคุณให้ได้ เขาก็จะมีแรงฮึด ส่วนใหญ่ถ้าหากแขกที่กางลงก์ในเบรกแรก เบรกสองจะดี เพราะเหตุว่าราวกับพวกเราได้ละลายความประพฤติกับเขาไปหลังหรือก่อนจากเบรก”

ถ้าหากเลือกได้ 1 คน ที่คุณต้องการสัมภาษณ์เยอะที่สุด คนๆนั้นเป็นคนไหน?
“นายกรัฐมนตรี”
ถ้าหากเปรียบเทียบกับทุกอย่างที่เคยทำในแวดวงนี่เป็นสิ่งที่ตื่นมาแล้วแฮปปี้สุดไหมในในตอนนี้ ?
“ผมชอบที่จะทำอย่างงี้ มันราวกับบางทีอาจจะยังมีไฟอยู่ เป็นสุขมากมาย แต่ว่าถามว่าเมื่อยล้าไหมโคตรเมื่อยล้าเลย ก่อนหน้านี้พพวกเราตื่นตี 5 ครึ่งและก็หาข่าวสารเอง ดูศูนย์ข่าวเอง ได้แขกรับเชิญผมก็จะคุยกับแขกรับเชิญก่อน หลังจากนั้นก็ไปช่องเข้าสัมมนา สัมมนาเสร็จอ่านข่าวสาร อ่านข่าวสารเสร็จต่อด้วยโหนกระแส เป็นชีวิตผมเป็นอย่างงี้วันแล้ววันเล่า”
เวลาว่างทำอะไร?
“ดูหนัง ดูซีรีส์ เล่นกับมายู เป็นเขาก็จะรู้ดีว่าตรงเวลาว่างของพวกเรา แต่ว่าถ้าว่าเป็นวันทำงานเขาจะทราบ จะไม่มายุ่งกับพวกเราเลย”
จันทร์-ศุกร์มีเวลาคุยกับลูกไหม หาเวลาตรงไหน?
“โทร.คุย บางวันผมออกมาจากบ้านแต่เช้า มายูเขาก็ออกไปเรียนหนังสือ ผมก็ไปปฏิบัติงานไม่เจอะกัน จะกลับมาถึงที่หน้าบ้านราวๆ 3-4 ทุ่ม เป็นกลับไปบ้านมายูหลับแล้ว”
สิ่งที่ “หนุ่ม กรรชัย” หวงที่สุดในชีวิต?
“ลูก”

ร้องไห้ครั้งปัจจุบันเมื่อไหร่?
“เร็วๆนี้ อยู่ดีๆมันร้องเอง รู้สึกเก็บกด เป็นมีลักษณะอาการราวกับคนจะเป็นโรคเศร้าหมอง เนื่องมาจากเครียดเรื่องของวัววิด เป็นอยู่กับมันวันแล้ววันเล่า สัมภาษณ์แทบทุกวัน เห็นวันแล้ววันเล่า พวกเราหาเตียงให้กับผู้ที่เขาเจ็บไข้แทบทุกวัน คนก็จะส่งมาหาทุกหนทาง พวกเราก็พากเพียรจนกระทั่งมาวันหนึ่งรู้สึกไม่ดีที่สุด เป็นมีน้องคนหนึ่งส่งข้อความมาหาแล้วพูดว่าหาเตียงให้แม่หนูหน่อย แม่หนูเป็นวัววิดเอ็งไม่ไหวแล้ว เสร็จแล้วหลังจากที่เขาส่งข้อความมาหาพวกเราแล้ว ผ่านไป 3 ชั่วโมง พวกเราก็พากเพียรติดต่อ 3 ชั่วโมงให้หลัง หลังจากที่พวกเราได้เตียงแล้ว เขาส่งมาบอกพวกเราว่าไม่เป็นไรแล้ว แม่หนูเสียแล้ว ขอบคุณ พี่เป็นผู้เดียวที่ตอบหนู พวกเราคิดว่าชีวิตคนเรามันอยู่เพียงแค่ 4 ชั่วโมงเองหรอ มันน่าสยองมากมาย ก็เริ่มนอยด์และก็คิดว่าพวกเราช่วยเขามิได้ คิดว่ามันอินไปหน่อย

อินจนกระทั่งขั้นที่นอนหลับและก็ตื่นขึ้นมาแล้วสั่น แต่ว่าพอลืมตามาเริ่มต้นมันจะเกิดเรื่อง Home Isolation เรื่องคนป่วย มันวิ๊งค์ในหัว ลุกขึ้นยืนมาต้องการร้องไห้แล้วพวกเราก็ไม่ไหว เลยโทรศัพท์ไปหาจิตแพทย์ทันที ถามแพทย์ผมอาการเป็นอย่างงี้ ไม่ต้องการที่จะกินอะไรมาหลายวัน รู้สึกไม่อยากคุยกับคนไหน ต้องการอยู่คนเดียวในที่มืดๆแพทย์เลยพูดว่าถ้าหากเป็นโรคเศร้าหมองมันจะมีทั้งสิ้น 9 ข้อ ถ้าหากเข้า 5 ข้อจะเป็นโรคเศร้าหมอง ของผมไป 4 กว่าๆแล้ว หมอบอกว่าอาการของผมก่อนจะเป็นเศร้าหมองจะเข้าสู่ขั้นของวิตกจริตก่อน ผมแทบจะมิได้นอนเลย แย่มากตอน 10 -20 วันก่อนนี้เอง ในตอนนี้พึ่งดีขึ้น”
ถ้าหากวัววิดหายจากโรคสิ่งแรกที่คุณจะทำเป็น ?
“ท่องเที่ยว”
เซ็กส์ของ “หนุ่ม กรรชัย”อยู่ในตอนไหนเต็ม 10 ให้?
“15”
ในบรรดาที่เกิดสังกัดประเทศในตอนนี้เรื่องไหนที่ทำให้มีความรู้สึกเสียใจเพราะอะไรควรเป็นอย่างงี้?
“คิดว่าทุกๆวันนี้มันมีแต่ว่าคำว่ารอ พวกเราเห็นอกเห็นใจบุคคลอื่น คิดว่าทุกคนรอ รอว่าจะรอดอย่างไร รอว่าโรคจะหายไปเมื่อไหร่ รอว่าจะตายไหม จะติดไหม มีแต่ว่าคำว่ารอ และก็รอวัคซีน แล้วชีวิตจะไปอย่างไร”
มาถึงตอนเล่นเกมปัญหา “วู้ดดี้” ได้อ่านข้อความที่เป็นความรู้สึกแล้วหนุ่ม กรรชัยเล่าให้ฟังว่าข้อความนี้จะเกิดขึ้นในตอนไหนของชีวิต โห! เป็นสุขที่สุดเลยโว้ย! เกิดขึ้นมาคุ้มแล้ว! จะคิดถึงอะไร ?
“ลูกคนนี้ เพราะเหตุว่าผมคิดว่าเพียงพอมีมายู ผมเป็นสุขมากมายเลย คือมันทำให้ผมมีความรู้สึกว่าเพราะอะไรชีวิตกูที่ผ่านมามันต่ำช้าขนาดนี้วะ ถ้าว่ามีลูก มีมายูตั้งแต่แรก มันอาจจะดีมากกว่านี้ ชีวิตมันอาจจะเป็นสุขมากยิ่งกว่าที่มันเคยผ่านมา เคยมีความรู้สึกว่าอดีตที่ผ่านมาเป็นสุขมากมายสุดแต่เพียงพอพวกเรามีมายู โคตรเป็นสุขกว่าที่เคยเป็นสุข ด้วยเหตุดังกล่าวมันตอบได้เลยว่า มายูเป็นความสุขของชีวิตผมจริงๆ”
อะไรในตัว “หนุ่ม กรรชัย” ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่มีลูก?
“มองดูตนเองไม่ค่อยมีความคิดเห็นว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง แต่ว่าตัวผมเองเป็นอย่างงี้มานานแล้ว เพียงแต่ว่าคนบางทีอาจจะมิได้เห็นตัวตนพวกเราเท่ากับวันนี้ ที่คิดว่าพวกเราเปลี่ยนไป แต่ว่าถ้าหากคนรู้จักกันพวกเรามาก่อน เขาก็จะรู้ดีว่ามิได้เปลี่ยน พวกเราเป็นอย่างงี้ จะรู้ดีว่าแต่ก่อนกับวันนี้เช่นเดียวกัน เพียงวันนี้ได้โอกาสที่จะทำมากยิ่งกว่าแต่ก่อนเพียงแค่นั้น พูดง่ายๆเสียงพวกเรามันดังกว่าแต่ก่อน

เวลาพวกเราพูดอะไรคนจะฟังมากยิ่งกว่าแต่ก่อน แต่ว่าคนมักจะมองดูในอดีตว่าพวกเราเจ้าชู้ เป็นผู้ที่เกกมะเหรกเกเร เพียงพอมาวันนี้เขาเห็นรูปธรรมมากยิ่งกว่าแต่ก่อน แล้วเพียงพอพวกเรามีลูกเขาก็เห็นว่าพวกเราเปลี่ยนไป แต่ว่าจริงๆไม่ใช่ ถามว่าทุกๆวันนี้ผมชอบสตรีไหม ผมก็ยังชอบ เห็นสตรีสวยๆก็ยังมองดู เพียงแต่ว่าพวกเรายับยั้งใจมากยิ่งขึ้นเพียงแค่นั้น มิได้ราวกับแต่ก่อนที่คุณสวยผมก็เข้าไปจีบเพียงแค่นั้น”
ยังจำตอนเจ้าชู้ได้ไหม ?
“จำได้ ก็ลำพองแต่ก่อน เพียงพอมาวันนี้พวกเรามีลูกทุกสิ่งก็กลัวไปตกกับบุตรสาว กลัวลูกไปเจอผู้ชายอย่างพวกเรา”
ความรู้สึกต่อมา สำเร็จแล้วโว้ย! หาทางออกได้แล้ว คิดถึงอะไร?
“การทำงาน การทำงานมันมีอะไรให้พวกเราจัดการกับปัญหาได้วันแล้ววันเล่า แล้วจะมีคำนี้วันแล้ววันเล่า แทบทุกวันที่จะต้องเจอ”
ความรู้สึกต่อมา เพราะอะไรชีวิตเป็นขนาดนี้ ?
“ก็น่าจะเป็นวัววิด ในตอนนี้ เพราะอะไรจำต้องมานั่งใส่หน้ากากอนามัยอ่านข่าวสารด้วย เพราะอะไรจะเดินไปซื้อขนมรับประทานจำต้องค่อยฉีดแอลกอฮอล์ที่มือด้วย เพราะอะไรคุยกับวู้ดดี้จำต้องห่างกันจำต้องเอากระจกมากั้น จากที่พวกเราเคยกอดกันตอนเจอหน้า วันนี้เพราะอะไรพวกเราทำไม่ได้ จนเป็นความเคยชิน ทุกๆวันนี้ผมอ่านข่าวสารผมปลดหน้ากากแล้วรู้สึกแปลก คิดว่าแปลกตอนเห็นหน้าตนเองในกระจก เพราะเหตุว่าชีวิตอยู่เพียงแค่ครึ่งหน้า ทุกๆวันนี้แต่งหน้าครึ่งหน้า”
ชีวิต “หนุ่ม กรรชัย” ตลอดการเดินทางตั้งแต่เข้าแวดวงมาจนกระทั่งวันนี้ผ่านมาทุกแบบ จำต้องใช้คำว่าหน้าที่ของพวกเรามันควรเป็นกึ่งกลาง การเป็นสื่อมันมีคำนี้จริงๆไหม?
“มันน้อยมาก อย่างที่เขาพูดกันบางเวลาความเป็นกลางมันบางทีอาจจะไม่ค่อยมี แต่ว่าความยุติธรรมมันต้องมี บางครั้งความเป็นกลางถามว่าพวกเราพากเพียรทำให้มันกึ่งกลางที่สุด กึ่งกลางที่สุดเป็นยังไง เป็นพากเพียรฟังทั้งยัง 2 ฝ่าย แต่ว่าสุดท้ายแล้วต้องมีความยุติธรรมเกิดขึ้นกับผู้ที่เขาสูญเสีย ผู้ที่เขาคิดว่าถูกใส่ร้าย”
ทุกอย่างของ “หนุ่ม กรรชัย” พวกเราเห็นกันหมดแล้ว มีมุมที่พวกเรายังไม่เห็นไหม ?
“ก็มีนะ จริงๆผมเป็นคนไม่ค่อยพูด เกลียดคุยกับคนไหน ชีวิตประจำวันผมจะอยู่เฉยๆไม่ค่อยได้ท่องเที่ยวกับเพื่อนพ้อง ผมไม่มีเพื่อนพ้อง เพื่อนร่วมงานก็ไม่มี”
“มดดำ”(คชภา ตันก้าวหน้า) ก็นับได้ว่าเป็นเพื่อร่วมงาน?
“ใช่ ผมก็มิได้โทร.คุยกับมดดำ อดีตโทร.คุยกันแทบทุกวัน แต่ว่าเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้คุยกัน มันบางทีอาจจะเป็นด้วยเหตุว่าต่างคน ต่างมีเวลาเป็นของตนเองที่จำต้องไปทำอันอื่น แล้วอีกอย่างหนึ่งเป็นเพียงพอมันโตขึ้นทุกสิ่งมันก็อิ่มตัว คิดว่าไม่ต้องไปคุยอะไรกับคนไหน”
แล้วก่อนหน้านี้คิดอย่างไรเกี่ยวกับการมีเพื่อนพ้อง กับวันนี้ที่มันเปลี่ยนไป ?
“ก็ไม่มีเพื่อนพ้อง ผมเป็นคนไม่มีเพื่อนพ้อง คำว่าเพื่อนพ้องของวู้ดดี้มันเป็นยังไง เพื่อนซี้ เพื่อนพ้องที่แบบมีอะไรโทร.คุยกัน รับประทานข้าวกัน ไปท่องราตรีกาล ผมไม่มี ไม่ค่อยคุยกับคนไหน บอกเลยว่าให้ผมกักตัว 14 วัน หรืออยู่เฉยๆผมก็อยู่ได้ ไม่รู้เรื่องสึกทรมาน ชีวิตผมเคยไม่ออกมาจากบ้านมาปีหนึ่ง ไม่ออกไปไหนเลยก็เคยอยู่”
ขณะนั้นเป็นกำเนิดอะไรขึ้น ?
“ถ้าหากปัจจุบันนี้เขาเรียกว่าเป็นแพนิค (Panic Disorder) ผมไม่ออกมาจากบ้านเลยปีหนึ่ง ที่จำได้เลยขับขี่รถออกไปแล้วมันติดอยู่กึ่งกลางถนนหนทาง อยู่ดีๆหัวใจเต้น ปั้กๆๆๆแล้วตัวชาหมดทั้งตัว คิดว่าจะตาย หวิวๆทิ้งรถเลย แล้วโทรศัพท์ให้ผู้ที่บ้านมารับไปหาแพทย์ หลังจากนั้นเป็นอย่างงี้ทุกหน ขับขี่รถมิได้

ผมสระผม สระผมเสร็จมานอนคิดโน่นนี่ครู่หนึ่งวูบตัวชาหมดทั้งตัวใจสั่น หายใจไม่ถนัด เข้าโรงพยาบาลไม่กล้าสระผมราวๆ 7-8 เดือน ไม่สระผมเลยกลัวจะเป็นอีก ไม่กล้าออกมาจากบ้าน ไม่กล้าอยู่บนรถ ไม่กล้าทุกอย่าง ฉี่ไม่สุด หายใจก็จำต้องถอนใจอย่างงี้ มันเป็นมากไม่น้อยเลยทีเดียว ผมเป็นมานานแล้ว เมื่อ 10 กว่าปีได้”
ได้ฟัง “หนุ่ม กรรชัย” ชี้แจงอาการแพนิค ทำเอา “วู้ดดี้” ร้องไห้พร้อมพรั่งพรูความรู้สึกของตัวเองออกมาว่าตนมีลักษณะอาการเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน เป็นมา 2 ปีแล้วยังไม่หาย ตอนกลับไปอยู่ที่บ้านมาจะถามตนเองว่าเพราะอะไรมันจำต้องเกิดขึ้นกับพวกเรา บางเวลานั่งสัมภาษณ์อยู่แล้วมันก็มา พากเพียรจะหาแพทย์หาทางออกต่างๆรู้สึกเพราะอะไรตนเองไม่มีความสามารถสำหรับในการออกไปเจอคนเหมือนเดิม ผมเพียงแค่อยากจะอยู่แต่ว่าบ้าน และก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรควรเป็นพวกเรา ที่ร้องไห้เพราะเหตุว่าคิดว่าพวกเรามิได้เป็นผู้เดียว หนุ่ม กรรชัย และก็คนอื่นๆรอบกายพวกเราหลายท่านก็เคยเป็น

ต่อจากนั้น “วู้ดดี้” ก็ถามหนุ่มก้าวผ่านมาได้อย่างไร แล้วตอนปีนั้นมันทรมานขนาดไหน ?
“โห โคตรทรมาน อย่างที่บอกอยู่ดีๆก็ตัวชา หายใจมิได้ ใจสั่นราวกับหัวใจจะหลุด ร่างกายมันเป็นทุกสิ่ง มันเป็นโรคกลัวตาย แต่ว่าจะบอกวู้ดดี้ไว้อย่างหนึ่งโรคนี้ไม่เคยทำให้คนไหนตาย ไม่มีผู้ใดตายเพราะเหตุว่าโรคนี้ อยู่บ้านมาปีกว่าจนสุดท้ายไปหาแพทย์จิตเวชศาสตร์ ก่อนหน้านี้ไม่เคยไปหาเลย 1 ปี เพราะเหตุว่าไม่ต้องการที่จะกินยา จนสุดท้ายคิดว่าไม่ไหวแล้ว ด้วยเหตุว่าต้องการออกมาจากบ้าน ต้องการท่องเที่ยว ต้องการไปเจอสตรี

สุดท้ายไปหาแพทย์ คุณหมอก็ให้ยามาถุงหนึ่งคุณหนุ่มรับประทานยาตัวนี้นะ แล้วอีกปีหนึ่งคุณหนุ่มจะออกมาจากบ้านได้ ผมออกมารู้สึกไม่ไหวแล้ว ก็เอายานั่นทิ้งถังใส่ขยะ รู้สึกในใจว่า ขออภัยนะที่มาหาเพราะเหตุว่าต้องการออกมาจากบ้าน